Warrant Search




Account Opening
Indicative Price (Realtime)

วิเคราะห์หุ้นอ้างอิงด้วย

Fundamental Analysis:


DW01 Weekly Highlight


Hotline 026181492-4

มุมความรู้

กลับสู่หน้าหลัก

กลเม็ดการลงทุนใน DW

1) เริ่มจากนักลงทุนวิเคราะห์หุ้นอ้างอิงที่ตนสนใจโดยศึกษาจากข้อมูลข่าวสารหรือบทวิจัยล่าสุดที่เกี่ยวข้อง  เพื่อคาดการณ์ทิศทางราคาของหุ้นอ้างอิงนั้นๆ
   1.1) หากคาดการณ์ว่าราคาหุ้นอ้างอิงจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ ให้นักลงทุนเลือกซื้อ Call Warrant
   1.2) หากคาดการณ์ว่าราคาหุ้นอ้างอิงจะปรับตัวลดลงในอนาคตอันใกล้ ให้นักลงทุนเลือกซื้อ Put Warrant
   1.3)หากคาดการณ์ว่าราคาหุ้นอ้างอิงทรงตัวหรือไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในอนาคตอันใกล้ ให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุนใน DW

    2) ในการตัดสินใจเลือกซื้อ DW ของผู้ออกแต่ละรายให้นักลงทุนพิจารณา Indicator ดังต่อไปนี้ ซึ่งสามารถติดตามได้จาก  www.blswarrant.com
   2.1) อัตราทดจริง (Effective Gearing) เป็นเครื่องมือในการวัดความเสี่ยงด้านราคา DW (Effective Gearing ของ DW 3 เท่า หมายถึง ถ้าราคาหุ้นอ้างอิงเปลี่ยนไป 1% ราคา DW จะเปลี่ยนแปลงประมาณ 3%) ทั้งนี้ Effective Gearing ที่สูงทำให้นักลงทุนสามารถได้รับกำไร/ขาดทุนในปริมาณที่สูงเทียบกับเงินลงทุน โดยเลือกลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงที่ตนสามารถยอมรับได้ 

   2.2) ความอ่อนไหว (Sensitivity) เป็นเครื่องมือในการวัดความแกว่งตัวด้านราคา (Sensitivity ของ DW เท่ากับ 2 หมายถึง ถ้าราคาหุ้นอ้างอิงเปลี่ยนไป 1 ช่องราคา  ราคา DW จะเปลี่ยนแปลงประมาณ 2 ช่องราคา) ทั้งนี้ Sensitivity ที่สูงจะทำให้นักลงทุนเห็นการเคลื่อนไหวของราคา DW ได้เป็นอย่างดีเมื่อราคาหุ้นอ้างอิงเปลี่ยนไป

   2.3) Time decay per day เป็นค่าที่บอกว่าเมื่อเวลาผ่านไป1 วัน ราคา DW จะลดลงกี่เปอร์เซนต์ (กำหนดตัวแปรอื่นๆ ไม่เปลี่ยนแปลงเช่น ราคาหุ้นอ้างอิง)  ดังนั้นนักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการถือ DW ที่มี Time Decay สูง เป็นระยะเวลานาน เนื่องจากราคา DW อาจเคลื่อนไหวไม่สอดคล้องกับราคาหุ้นอ้างอิงตามที่ควรจะเป็น  ซึ่งโดยทั่วไป DW ที่มีค่า Time Decay สูงๆ มักจะเป็น DW ที่มีอายุคงเหลือไม่มากนักเช่น น้อยกว่า 2 เดือน  

   2.4) ความผันผวนแฝงของราคา (Implied Volatility : IV) ควรเปรียบเทียบ IV ของ DW ที่เลือกไว้กับ DW ตัวอื่นที่มีสินค้าอ้างอิงเหมือนกัน โดย DW ที่มี IV ต่ำกว่าอีกตัว หมายความว่า DW ตัวนั้นถูกกว่า นอกจากนี้ควรเลือกซื้อ DW ที่ค่า IV ในอดีตไม่ผันผวนมากนัก เนื่องจากค่า IV ที่ไม่ผันผวนจะส่งผลให้ราคาของ DW เคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาหุ้นอ้างอิงตามที่ควรจะเป็น 

   2.5) All-in-premium เป็นค่าที่บอกว่าการซื้อ DW และแปลงสภาพเป็นหุ้นอ้างอิงทันที แพงกว่าการซื้อหุ้นอ้างอิงโดยตรงมากเท่าใด เนื่องจากการลงทุนใน DW ต้องคำนึงถึงต้นทุนที่ได้มาว่าถูกหรือแพงอย่างไร เพื่อนักลงทุนจะได้ประเมินโอกาสในการทำกำไรได้ ทั้งนี้  All-in-premium พิจารณาได้เช่นเดียวกับความผันผวนแฝง แต่ให้นักลงทุนเปรียบเทียบระหว่าง DW บนสินค้าอ้างอิงตัวเดียวกันที่มีอายุคงเหลือใกล้เคียงกันเท่านั้น เนื่องจาก DW ที่มีอายุคงเหลือมากกว่ามีแนวโน้มที่ All-in-premium จะสูงกว่า 

   2.6) % การถือครอง DW โดยนักลงทุนควรเลือก DW ที่ % การถือครองโดยนักลงทุนไม่สูงมากนัก เนื่องจาก DW ที่มีการถือครองโดยนักลงทุนสูงๆ ราคา DW จะถูกกำหนดโดยความต้องการซื้อและความต้องการขายของนักลงทุนเพียงอย่างเดียวเช่นเดียวกับหลักทรัพย์ทั่วไป ดังนั้นราคาของ DW อาจไม่ได้เคลื่อนไหวตามหุ้นอ้างอิง เนื่องจากผู้ดูแลสภาพคล่องมีหุ้นอ้างอิงไม่เพียงพอที่จะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดี% การถือครอง DW จะมีการประกาศทุกสิ้นเดือน ซึ่งอาจเป็นข้อมูลที่ไม่ Update สำหรับนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนใน DW ในขณะนั้นมากนัก ดังนั้นทาง บล. บัวหลวงจึงจัดทำ Indicator  อีกตัวหนึ่งซึ่งเรียกว่า Real-time Indicative Price เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
 
   2.7)  Real-time Indicative price หรือราคาเสนอซื้อ DW เบื้องต้นโดยผู้ดูแลสภาพคล่องเพื่อให้นักลงทุนสามารถตรวจสอบว่าราคา DW ที่ซื้อขายอยู่ในปัจจุบันเป็นราคายุติธรรมหรือไม่ โดยแนะนำให้นักลงทุนเลือกซื้อ DW ที่มีราคาเสนอซื้อในกระดานใกล้เคียงกับ Indicative Price และให้หลีกเลี่ยงการซื้อ DW ที่มีราคาเสนอซื้อในกระดานสูงกว่า Indicative Price มากๆ เนื่องจากราคาเสนอซื้อเสนอขาย DW ในกระดานเป็นของนักลงทุนด้วยกันเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ราคา DW จะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในอนาคตอันใกล้ซึ่งสุดท้ายจะวิ่งเข้าหา Indicative Price 

   2.8) การดูแลสภาพคล่องของผู้ออก DW เลือกลงทุน DW จากผู้ออกที่มีการดูแลสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพด้วย โดยพิจารณาจาก DW ที่
       i. ราคา DW และราคาหุ้นอ้างอิงเคลื่อนไหวสอดคล้องกัน ในระหว่างวัน
       ii. ปริมาณเสนอซื้อและเสนอขาย (Bid-Offer) เพียงพอ ต่อการซื้อเข้าหรือขายออกของนักลงทุน
       iii. การตั้งราคา Bid-Offer ไม่ห่างและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง



*นักลงทุนสามารถติดตาม Indicator เหล่านี้ได้จาก http://www.blswarrant.com/th/DWCalculator.php



3) เมื่อนักลงทุนเลือกซื้อ DW เข้ามาแล้ว นักลงทุนสามารถทำกำไรจากการลงทุนใน DW ได้ดังนี้ 
   การซื้อแล้วขายออกไปก่อนครบกำหนดอายุ (ถ้าคาดการณ์ทิศทางหุ้นอ้างอิงถูกต้อง ราคา DW จะปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนสามารถขายทำกำไรได้)

                                                  กำไร = ราคาขาย DW – ต้นทุนซื้อ DW 
   การซื้อแล้วถือจนครบกำหนดอายุ
                             
                                        กำไร = เงินสดส่วนต่างจากการใช้สิทธิ (หากมี) – ต้นทุนซื้อ DW

สำหรับ Call Warrant  เงินสดส่วนต่างจากการใช้สิทธิ = (ราคาปิดของหุ้นอ้างอิง ณ วันซื้อขายวันสุดท้ายของ DW – ราคาใช้สิทธิของ DW)* อัตราใช้สิทธิต่อหน่วยของ DW โดยที่หากเงินสดส่วนต่างที่คำนวณได้มีค่าติดลบให้ใช้ค่าศูนย์แทน

สำหรับ Put Warrant เงินสดส่วนต่างจากการใช้สิทธิ = (ราคาใช้สิทธิของ DW - ราคาปิดของหุ้นอ้างอิง ณ วันซื้อขายวันสุดท้ายของ DW)* อัตราใช้สิทธิต่อหน่วยของ DW โดยที่หากเงินสดส่วนต่างที่คำนวณได้มีค่าติดลบให้ใช้ค่าศูนย์แทน

ทั้งนี้ทางบริษัทขอแนะนำว่า นักลงทุนควรจะขาย DW คืนก่อนวันซื้อขายวันสุดท้าย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีภาระภาษีจากการได้รับเงินสดส่วนต่างจากการใช้สิทธิ (ถ้ามี) เนื่องจากเงินสดส่วนต่างที่เกิดขึ้นจะถือว่าเป็นรายได้นอกตลาด

4) เคล็ดลับอื่นๆ ที่ส่งผลให้ท่านประสบความสำเร็จในการลงทุน DW มีดังนี้

4.1) ติดตามการลงทุนทุกวัน 
4.2) มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน (เช่นกรอบระยะเวลาการลงทุน, ความเสี่ยงที่รับได้ และผลตอบแทนที่คาดหวัง) 
4.3) เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของราคา DW รวมถึง Indicator ต่างๆ
4.4) ยิ่ง DW อายุคงเหลือเหลือน้อยควรถือเพียงระยะเวลาสั้นๆ (ระยะการถือครองสูงสุดไม่ควรเกิน 1 ใน 5 ของอายุคงเหลือของ DW)
4.5) ไม่ซื้อ DW มากกว่าเงินจำนวนที่ตนยอมรับจะเสียได้
4.6)  ไม่ซื้อ DW ที่ราคาใกล้เคียงศูนย์ 
4.7)  ไม่ซื้อหรือขาย DW ที่ราคา ATO/ATC เป็นจำนวนมาก 
4.8)  กำหนดจุด Take profit และ Cut loss 
4.9) ไม่ควรถือ DW จนครบกำหนดอายุ 
4.10)  หมั่นติดตาม % การกระจาย DW อยู่เสมอ